เครื่องดนตรีพื้นบ้านล้านนา

เครื่องดนตรีพื้นบ้านล้านนาหรือเครื่องดนตรีเมืองเหนือ จำแนกได้ตามลักษณะของการบรรเลงเป็น ๔ ประเภท ดังนี้
๑. เครื่องดีด ได้แก่ เปี๊ยะ ซึง
๒. เครื่องสี ได้แก่ สะล้อ
๓. เครื่องเป่า ได้แก่ ขลุ่ย ปี่ แน
๔. เครื่องตี ได้แก่ กลองชนิดต่าง ๆ
1.เครื่องดีด
เครื่องดนตรีพื้นเมืองเหนือ ประเภทเครื่องดีดมีลักษณะเป็นเครื่องดนตรีชนิดมีสาย หรือที่เรียกว่าเครื่องสาย เสียงดนตรีเกิดจาก
การสั่นสะเทือนของสายที่ผู้ที่บรรเลงหรือผู้เล่นดีดสายด้วยนิ้วมือหรือวัตถุอื่นใดแล้วเกิดเป็นเสียง เป็นทำนอง เพลงที่ไพเราะ มีเล่นกันอยู่ ๒ ชนิด คือ
1. เปี๊ยะ หรือ เพียะ หรือ พิณเพี๊ยะ เป็นเครื่องดนตรีพื้นเมืองเหนือประเภทเครื่องดีด ที่นิยมกันมานาน รูปร่างลักษณะโดยทั่วไป
คล้าย พิณน้ำเต้า ต่างกันที่ว่าพิณน้ำเต้ามีสายเดียวและกระโหลกทำด้วยผลนำเต้าแห้งขนาดใหญ่ ส่วนเปี๊ยะนั้นมีสาย ๒,๔ และ ๗ สาย กระโหลกเปี๊ยะ ทำด้วยกะลามะพร้าว คันทวนยาวประมาณ ๑ เมตร ลูกบิดสายเสียบทะแยง ปลายคันทวนหรือหัวเปี๊ยะ สวมด้วยเหล็กหรือโลหะ ตอนปลายโค้งงอขึ้น เป็นรูปหัวช้างหรือนกหัสดีลิงค์ วางสายจากหัวเปี๊ยะไปสู่ปลายคันทวน และมีเชือกคล้องสายผูกติด กับคันทวน ผู้เล่นโดยทั่วไปไม่สวมเสื้อ ใช้กะโหลก ประกบติดกับหน้าอกเบื้องซ้ายเฉียงปลายคันทวน หรือหัวเปี๊ยะลงทางด้านล่างขวามือ ใช้เล็บนิ้วก้อย ขวาดีดสายและนิ้วชี้ซ้ายกดเลื่อนสายทำให้เกิดเสียง ขณะเล่นขยับกะโหลกเปิด-ปิด เพื่อให้เกิดเสียง กังวานและมีความ ไพเราะ นิยมเล่นเดี่ยว โดยผู้เล่นอาจ ขับร้องคลอกันไปด้วยกันก็ได้ แต่เดิมนั้น นิยมเล่นขณะไปเกี้ยวสาวตามหมู่บ้านในเวลากลางคืน ต่อมาจึงนำมาใช้เล่นรวมวงด้วย ด้วยเหตุที่เสียง เปี๊ยะเบามากจึงไม่นิยมนำมาใช้ในการประสมวง และเนื่องจากเปี๊ยะเล่นยาก ปัจจุบันจึงมีผู้เล่นได้น้อยเปี๊ยะสามารถใช้บรรเลงเพลงพื้นเมืองเหนือ ได้ทุกเพลง แต่เท่าที่ค้นพบนั้นมีเพลงท ี่ใช้เล่นเป็นพิเศษ เฉพาะเปี๊ยะมี 2 เพลง คือเพลงจก กับเพลงไหล

2. ซึง เป็นเครื่องดนตรีพื้นเมืองเหนือประเภทเครื่องดีด ลักษณะคล้ายกระจับปี่แต่เล็กกว่า และคันทวนของซึงสั้นกว่า ปลายคัน ทวน ไม่โค้งงอ

ซึง รูปร่างของซึงคล้ายกับเครื่องดนตรีจีนที่เรียกว่า เหยอะฉิ่น (Yueh chin)หรือพิณวง เดือน ต่างกันที่ว่า เหยอะฉิ่น มีกะโหลกใหญ่และคันทวนสั้นกว่าซึง มีกะโหลกและคันทวนทำด้วยไม้เนื้อแข็ง (นิยมใช้ไม้สัก) ตัวกะโหลกกับคันทวนส่วนมากเป็นไม้ชิ้นเดียวกัน ขุดคว้านให้เป็น โพรง และมีแผ่นไม้ไสบางๆ เจาะรูตรงกลางแผ่น ปิดฝาด้านหน้ากะโหลก เพื่ออุ้มสียงให้เกิดกังวาน คันทวนทำเป็นเหลี่ยม ด้านบนแบนด้านล่างมน ตอนปลายคันทวนโค้งงอและเจาะเป็นร่อง มีรูสองลูกบิดข้างละ ๒อัน มีหย่องรองสายตรงกลาง สายซึงมี ๔ เส้น เวลาเล่นเทียบเสียงคู่ละ๑เสียงซึงพื้นเมืองเหนือมีขนาดต่างๆไม่เท่ากัน พอจัดได้เป็น ๓ ขนาด คือ ซึงขนาดเล็ก (ซึงเล็ก) ซึงขนาดกลาง (ซึงกลาง) ซึงขนาดใหญ่ (ซึงหลวง)ผู้เล่นถือแนบหน้าอกด้วยมือซ้าย มือขวาดีด โดยปกติใช้ไม้ดีดทำด้วย เขาสัตว์ หรือกระดูกสัตว์หรือจะใช้วัตถุอื่นก็ได้ นิยมเล่นเดี่ยวและประสมวง จะเล่นประสมวงกับเครื่องสะล้อ หรือปี่ก็ได้ ใช้เล่นเพลง พื้นเมืองได้ทั่วไป
2. เครื่องสี
เครื่องดนตรีพื้นเมืองเหนือประเภทสี มีลักษณะเป็นเครื่องดนตรีชนิดมีสาย หรือเรียกว่าเครื่องสาย เสียงดนตรีเกิดจากการเสียดส
ีของสายกับคันชักสายที่ผู้เล่นหรือผู้บรรเลงใช้คันชักสีสายเกิดเสียงที่ไพเราะเป็นทำนองที่อ่อนหวาน เครื่องดนตรีพื้นเมืองเหนือ ประเภทเครื่องสีนั้น มีชนิดเดียวคือ สะล้อ
1. สะล้อ เป็นเครื่องดนตรีพื้นเมืองเหนือประเภทสี มีสายและใช้คันชักสีเช่นเดียวกันกับซอสามสาย สะล้อนี้บางท้องถิ่น เรียกว่า ถะล้อ หรือ
ซอล้อก็มึบ้างลักษณะทั่วไปของสะล้อ มีรูปร่างคล้ายซออู้ กะโหลกทำด้วยกะลามะพร้าว ตัดบางส่วนหน้าออกใช้ไม้สักแผ่นบาง ๆ ปิดด้านหน้าทำเป็น หน้าสะล้อมีหย่องรองสายตรงกลาง เจาะกระโหลกทะลุตรงกลางทั้งด้านบนและด้านล่า งเพื่อสอดคันทวนให้ผ่านรูบนแล้วทะลุรูล่าง ปล่อยให้ปลายคันทวน ยื่นออกมาเป็นเท้าคล้ายกับทวน ของซอสามสาย แต่เท้าของสะล้อสั้นกว่าเท้าของซอสามสาย คันทวนของสะล้อมีลักษณะกลมคล้ายกับซออู้ หรือซอสามสาย ลูกบิดสายเสียบทะแยงต่างกับซออู้ หรือซอสามสาย ซึ่งเสียบตรงรูด้านข้างสะล้อพื้นเมืองเหนือ มีขนาดต่าง ๆ ไม่เท่ากันแต่พอจัดได้เป็น ๓ ขนาดคือ สะล้อขนาดเล็ก สะล้อขนาดกลาง และสะล้อขนาดใหญ่ สะล้อมี ๒ ชนิดคือ สะล้อ ๒ สาย และสะล้อ ๓ สาย สะล้อชนิด ๓ สายนั้นเล่นยาก ดังนั้น ที่พบเห็น โดยทั่วไป จึงเป็นสะล้อชนิด ๒ สายซึ่งเล่นง่ายกว่า นิยมเล่นเดี่ยวหรือจะนำมาประสมวงเล่นกับซึง หรือ ปี่ ก็ได้ และสามารถเล่นเพลงพื้นเมือง ได้ทั่วไป
3. เครื่องเป่า
เครื่องดนตรีพื้นเมืองเหนือ ประเภทเครื่องเป่าเป็นเครื่องดนตรีประเภทเป่าลมผ่านลิ้น ทำให้เกิดเสียงมี ๓ ประเภท คือ
3.1 ประเภทไม่มีลิ้น ได้แก่ ขลุ่ย
ขลุ่ยเป็นเครื่องดนตรีพื้นเมืองเหนือประเภทเครื่องเป่าไม่มีลิ้น ทำด้วยไม้เฮี้ยหรือไม่รวกปล้องยาว ๆ ไว้ข้อทางปลายแต่เจาะลุข้อและใช้ไฟย่างให้แห้งตกเเต่งผิว ให้ไหม้เกรียมเป็นลวดลายสวยงามด้านหน้าเจาะรูกลม ๆ เรียงเเถวกันเจ็ดรู สำหรับนิ้วปิดเปิดเพื่อเปลี่ยนเสียง ตรงที่ใช้เป่ามีลิ้นอย่าลิ้นปี่ มีรูอุดเต็มปร่อง แต่ปาดด้านล้างไว้ด้านหนึ่งให้มีช่อง ผู้เป่าขลุ่ยจะต้องใช้ริมฝีปากของตนอมที่มุมล้างตรงช่องนั้น แต่เปิดริมฝีปากให้ลมเป่าผ่านเข้าไปในเลา ด้วยความชำนาญ เมื่อลมที่ผ่านเข้าไปจะทำให้เกิดเป็นเสียง ไม้อุดนั้นเรียกกันว่า ดาก ด้านหลังใต้ดากลงมาเจาะรูเป็นรูป ๔ เหลี่ยมผืนผ้า แต่ปาดตอนล่างไปทางเฉียง ไม่เจาะทะลุตรงเหมือนด้านข้างหรือด้านหน้า รูปนี้เรียกว่า รูปากนกแก้ว ถ้าอุดรูปากนกแก้ว เสียก็เป่าไม่ดัง ใต้รูปากนกแก้วลงมาเจาะรูอีก ๑รู เรียกว่า รูนิ้วค้ำ เพราะเวลาเป่าต้องเอานิ้วหัวแม่มือคลำปิดเปิดที่รูนั้น เหนือรูนิ้วค้ำเบื้องหลังและเหนือรูบนของ 7รูด้านหน้าแต่อยู่ทางด้านขวา เจาะรูอีกรูหนึ่งเรียกว่า รูเยื่อ เพราะโดยปกติ แต่ก่อนใช้เยื่อในปล้องไม้ไผ่ปิดรูนั้นแต่ต่อมาไม่ค่อย ได้ใช้ทางปลายเลาของขลุ่ยมีปลายเลาอีก ๔ เจาะตรงกันข้าม เเต่เหลื่อมกันเล็กน้อย รูหน้ากับรูหลังตรงกันแต่อยู่สูงขึ้นมานิดหน่อย รูขวาและรูซ้ายเจาะตรงกัน อยู่ใต้กัน ไปเล็กน้อยรูขวากับรูซ้ายนี้โดยปกติใช้ร้อยเชือกศำหลับเเขวนเก็บหรือ คล้องมือถือ จึงเลยเรียกกันว่า รูร้อยเชือกรวม ทั้งหมดขลุ่ยเลาหนึ่งมี ๑๔ รู ด้วยกันขลุ่ยพื้นเมืองเหนือเป็นขลุ่ยขนาดเล็กเท่ากับขลุ่ยกลีบภาคกลาง นำมาใช้เล่น ประสมวงสะล้อ- ซึงบรรเลงเพลงทั่วไป
3.2 ประเภทลิ้นภายในไม่มีลำโพง ได้เเก่ ปี่
ปี่ เป็นเครื่องดนตรีพื้นเมืองเหนือประเภทเครื่องเป่า ที่มีการเล่นเป็นชุดและมีชื่อเรียกเฉพาะ ปี่แต่ ละเล่มขนาดใหญ่-เล็ก ตามลำดับจากเล่มใหญ่ จนถึงเล่มเล็กสุดดังนี้
3.2.1 ปี่แม่หรือปี่เก๊าเป็นปี่เล่มขนาดใหญ่ ยาวประมาณ ๗๐ ซ.ม
3.2.2 ปี่กลาง เป็นปี่เล่มขนาดกลางยาวประมาณ ๖๐ ซ.ม
3.2.3 ปี่ก้อย เป็นปีเล่มขนาดกลางยาวประมาณ ๔๕ ซ.ม
3.2.4 ปี่ตัด เป็นปี่เล่มขนาดเล็กยาวประมาณ ๓๐ ซ.ม
3.2.4 ปี่เล็ก เป็นปี่เล่มขนาดประมาณ ๒๘ ซ.ม
ปี่ มีลักษณะโดยทั่วไปทำด้วยไม้รวกแดงทั้งลำมาตัดเป็นท่อน ให้ได้ขนาดของปี่แต่ละเล่มจากท่อนโคนลำไม้รวก นำมาทำเป็นปี่
เล่มขนาดใหญ่ คือแม่หรือปี่เก๊า และตามลำดับไปจนถึงเล่มที่เล็กที่สุดคือปี่เล็ก ซึ่งใช้ลำไม้รวกแดงส่วนท่อนปลาย ทะลวงข้อออกเหลือข้อสุดท้ายของปี่ แต่ละเล่มไว้ปิดตันทำให้หัวลม ปาดด้านของหัวเล่ม เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า เจาะทะลุสอดลิ้นปี่ทำด้วยทองเหลืองหรือโลหะประสมเป็นลิ้นปี่ เป็นลิ้นภายใน ติดกับลำ ตัวปี่ เจาะรูปเป็นนิ้วปิด-เปิด ทำให้เกิดเสียงต่างๆ ตามต้องการ ปี่แต่ละเล่มมีรู ๗ รู ไม่มีลำโพงการสร้างปี่จะต้องสร้างเป็นชุด หรือที่เรียกว่า จุม จะสร้างเพียงเล่มใดเล่ม หนึ่งไม่ได้ปี่แต่ละเล่มจะมีละดับเสียงต่างกัน เทียบแนวได้ดังนี้ปี่แม่ หรือปี่เก๊า มีเสียงทุ้มต่ำ เทียบได้กับแนวเสียง เบส ปี่กลาง มีเสียงสูงขึ้นมา เทียบได้กับแนวเสียง เตเนอร์
ปี่ก้อย มีเสียงสูงกว่าปี่กลาง เทียบได้กับแนวเสียง อัลโต ปี่ตัด มีเสียงสูงสุดในชุด เทียบได้กับแนวเสียง โซปราโน โดยปกติการสร้างปี่ชุดหนึ่ง ๆ
นิยมสร้างกัน ๓ หรือ ๔ เล่มเท่านั้น เพราะถือว่าครบแนวการประสานเสียงที่สมบูรณ์แล้ว ส่วนจะเพิ่มขึ้นมาถึง ๕ เล่มนั้นเป็นความนิยมแต่ละถิ่น ผู้เล่นจะอม เป่าทางหัวเล่มที่มีลิ้นสอดไว้ เวลาเป่าวางแนวเฉียงเอียงไปทางขวา จะใช้เล่น ประสมวงเท่านั้น ไม่นิยมเล่นเดี่ยว ใช้เล่นเพลงพื้นเมืองประกอบการซอ หรือ บรรเลงเพลงพื้นเมืองทั่วไปก็ได้ ด้วยเหตุที่ลักษณะการเล่นปี่ จะต้องเล่นเป็นชุดจึงเรียกปี่ว่า ปี่จุม
3.3 ประเภทลิ้นภายนอกมีลำโพง ได้แก่ แน
แน เป็นเครื่องดนตรีพื้นเมืองเหนือ ประเภทเครื่องเป่า มีลำโพง และใช้ลิ้นภายนอก มีลักษณะเหมือนกันกับปี่มอญ มี ๒ ชนิด คือ
3.3.1. แนหลวง มีขนาดใหญ่เท่าปี่มอญยาวประมาณ ๙๐ ซม.
3.3.2. แนน้อย มีขนาดเล็กยาวประมาณ ๔๕ ซม.
แนหลวง มีเสียงทุ้มใหญ่ ส่วนแนน้อยมีเสียงสูงแหลม แนทั้ง ๒ ชนิดดังกล่าว มีลักษณะรูปร่างตลอดจนการเล่นเหมือนกันกับปี่มอญ
นิยมใช้แนทั้ง ๒ ชนิดเล่นประสมวงในวงกลองแอวหรือตึ่งนง ประกอบการฟ้อนเมือง หรือแห่ครัวทาน และวงปี่พาทย์พื้นเมืองหรือ วงกลองเต่งทิ้ง หรือวงเต่งทิ้ง หรือวงป้าดฆ้องแน สามารถใช้บรรเลงเพลงพื้นเมืองเหนือได้ทุกเพลง แต่มีเพลงบรรเลงเฉพาะ ใช้กับแนอยู่ ๔ เพลงคือ เพลงแหย่งลูกหลวง หรือแหย่งหลวง เพลงแหย่งลูกน้อย หรือแหย่งน้อย เพลงแหย่งลูกฆ้อง และเพลงแหย่งลูกกลับ

 





 

 

 

ketalanna | วัดสวนดอก | ประวัติครูแอ๊ด | ติดต่อเรา